แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฉพาะด้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฉพาะด้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

5 สิ่งทำลายสมอง





ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว




เครียด


ไม่มีใครอยากสมองกลวง ตีบ ตัน หรือสมองโดนทำลายจนร่างกายกลายเป็น "ผัก" เหี่ยวๆ บนเตียงคนไข้ แต่ตลอดชีวิตเราอาจจะไม่รู้ว่าพฤติกรรมหลายๆ อย่างของเรานั่นเองที่เป็นตัวทำลายประสิทธิภาพสมองทางอ้อม


คอลัมน์ "Health news" โดย "มินนี่" ในนิตยสาร "VOLUME" ฉบับเม.ย.นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสมองน่าสนใจ ลองอ่าน...


สมอง มนุษย์เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และกัมมันตภาพรังสี สิ่งเหล่านี้เสมือนไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างยิ่งต่อสมองทั้งความคิด อารมณ์ และความรู้สึก


โดยเฉพาะ 5 พฤติกรรมต่อไปนี้ จะทำลายสมองโดยไม่รู้ตัว


1. คิดในทางไม่ถูกต้อง คือ ทำผิดทำนองคลองธรรม ผิดจริยธรรม ผิดศีลธรรม หรือผิดกฎหมาย เช่น คดโกง ประจบประแจง เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น คอร์รัปชั่น การทำผิดประเพณีปฏิบัติของสังคม โดยที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองเรา


2. โกหกเป็นประจำ การโกหกทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี แต่คนโกหกประจำสมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการพยายามจำสิ่งที่โกหกเอาไว้ นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์ และทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง


3. เจ้าคิดเจ้าแค้น คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็น มงคล สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางไปบ้างเถอะ


4. ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยง จึงกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก อาจถึงขั้นขาดสติยั้งคิด ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตายได้


5. ไม่ยอมคิด ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก คนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น ฟังเผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจธรรมแห่งชีวิต แต่นั่นก็เป็นสาเหตุในการทำลายประสิทธิภาพของสมองอีกทางหนึ่ง หรือเรียกง่ายๆ ว่า "สมองฝ่อ" นั่นเอง


แม้จะไม่มีข้อมูลแพทย์อ้างอิง แต่ก็เป็นข้อคิดเตือนใจที่ดี

ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์ เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

7 ปัญหาหัวใจ





 โรคหัวใจ





หัวใจ อวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดช่วงชีวิตของเรา มีหลายคำถามเกี่ยวกับหัวใจที่ยังไม่รู้และคิดไม่ถึง จึงรวบรวม 7 คำถามน่ารู้เกี่ยวกับหัวใจพร้อมแบบทดสอบสุขภาพหัวใจมาฝากคุณ


1. โรคหัวใจแบ่งได้อีกหลายโรค ?


โรคหัวใจเป็นการเรียกรวมๆ ของ "กลุ่มอาการโรคหัวใจ" ซึ่งสมาคมแพทย์โรคหัวใจ ได้แยกเป็น 8 ประเภท ได้แก่


โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือหัวใจไม่สมบูรณ์ตั้งแต่เกิดโดยไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากมารดาติดเชื้อไวรัส ได้รับสารเคมี หรือยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เกิดได้กับทุกส่วนทั้งหลอดเลือดหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ ห้องหัวใจ และอาจแสดงอาการตั้งแต่เด็กๆ หรือแสดงอาการเมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็ได้


โรคลิ้นหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากติดเชื้อคออักเสบแล้วไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธีทำให้ลิ้นหัวใจ อักเสบจนหัวใจตีบหรือรั่วตามมา นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง


โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดจากหลายสาเหตุเช่นหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน การติดเชื้อไวรัส หรือความดันโลหิตสูง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการบีบ คลายตัว ขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย


โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหัวใจขาดเลือด จากการสะสมของไขมันทำให้ผนังหลอดเลือดตีบและตัน จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนได้


โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย เกิดจากการอักเสบเพราะติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อวัณโรค


โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกัน บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย หรือมีอาการใจสั่น หัวใจบีบตัวแรงในบางจังหวะ เหนื่อยทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร เพลีย หมดแรง อยากนอนตลอดเวลา หน้ามืด และอาจหมดสติหากหัวใจหยุดเต้นเกิน 3 วินาที


ติดเชื้อที่หัวใจ มักเกิดกับผู้ที่ภูมิต้านทานอ่อนแอหรือติดยาเสพติด หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV


มะเร็งที่หัวใจ มะเร็งจากอวัยวะใกล้เคียงทั้งมะเร็งปอด และมะเร็งเต้านมลุกลามมาสู่หัวใจ


2. อาหารอะไรบ้างเป็นศัตรูของหัวใจ?


อาหารหลายชนิดหากกินมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ


อาหารไขมันสูงหรือเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา หอยนางรม ไข่แดง และกะทิ

ขนมหวาน โดยเฉพาะที่อุดมด้วย น้ำตาล กะทิ คอเลสเทอรอล ไข่แดง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ตลอดจนขนมหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวสังขยา ลอดช่อง ปลากริมไข่เต่า เป็นต้น


อาหารฟาสต์ฟู้ด แม้มีผักบ้างแต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แต่มากไปด้วยแป้ง ไขมัน และรสเค็ม


อาหารรสเค็ม ไม่เหมาะกับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะทำให้เหนื่อยหอบ ตัวบวม หลีกเลี่ยงอาหารปรุงรสเค็มจัด ลดการใช้เครื่องปรุงรสลง เช่น กะปิ น้ำปลา เกลือ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ซอส น้ำมันหอย ซุปก้อนลง และงด


อาหารหมักดองอาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป กุ้งแห้ง ปลาเค็ม


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจโตจนอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ส่วนเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง ก็กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น


3. เบาหวานตัวการความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบจริงหรือ?


หลอด เลือดหัวใจตีบอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการสูบบุหรี่ เพศชาย พฤติกรรมการบริโภค พันธุกรรม แต่สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ โรคเบาหวาน เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลาทำให้ผนังหลอด เลือดเสื่อมเร็วขึ้น


มี ผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสหัวใจล้มเหลวสูงถึง 2 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น คอเลสเทอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการไหลเวียนโลหิตไม่ปกติ


4. แปรงฟันไม่สะอาดทำให้หัวใจติดเชื้อ ?


ช่อง ปากเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดทั้งที่มีประโยชน์และ ไม่มีประโยชน์ หากทำความสะอาดฟันไม่ดีอาจทำให้เชื้อบางชนิดหลุดเข้าสู่กระแสเลือด เข้าไปเกาะติดในบริเวณหัวใจและหลอดเลือดทำให้เกิดการติดเชื้อและทำให้มีไข้ เรื้อรัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหารได้ จึงควรแปรงฟันตอนเช้า ก่อนเข้านอน และใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันเป็นประจำทุกวัน และควรระวังไม่ให้ฟันผุ ไปพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อเช็คสภาพฟันและขูดหินปูน


5. แน่นหน้าอกไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคหัวใจเสมอไป ?


บาง ครั้งอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่คอ หลัง ไหล่ หรือแขน หายใจไม่เต็มปอด อาจเกิดจากความเครียด และโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ถุงน้ำดี แผลในกระเพาะอาหาร ก็เป็นได้ ลองสังเกตว่าเวลาปวดแน่นหน้าอกมีลักษณะอย่างไร เช่น ปวดทุกครั้งเวลาทำงานหนัก เดินเร็วๆ อ่อนเพลีย เหงื่อออก คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หากได้พัก 10 -15 นาทีจะหายไปหรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดหัวใจ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ค่ะ


6. ใครว่าเป็นโรคหัวใจออกกำลังกายไม่ได้ ?


เมื่อ รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ ช่วง 2 เดือนแรกควรให้หัวใจได้พักฟื้น ไม่ออกกำลังหักโหมเกินไป เน้นการออกกำลังที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง ไม่มีแรงต้าน เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ รำไทเก็ก ว่ายน้ำช้าๆ ช่วงที่รู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้วจึงออกกำลังมากขึ้น เร็วขึ้นได้


การ ออกกำลังที่พอเหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นให้เทียบกับการเดินขึ้นบันไดจาก ชั้นล่างถึงชั้น 2 หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องเบ่ง ยก หรือเกิดแรงต้านเพราะทำให้เกิดแรงอัดในเส้นเลือดย้อนกลับเข้าหัวใจ เกิดการตึงที่ผนังหัวใจ ทำให้หัวใจจ่ายเลือดยากขึ้น กระตุ้นให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือด


7. เป็นโรคหัวใจห้ามมีเซ็กซ์


แม้ การใช้แรงอย่างหักโหมหรือความตื่นเต้นขณะมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ปวดเค้นหัวใจ แต่การมีเพศสัมพันธ์ก็ช่วยคลายเครียด และเป็นวิธีออกกำลังกายที่ดีวิธีหนึ่ง ดังนั้นคนที่เดินขึ้นลงบันไดได้ 13 ขั้น โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ก็ไม่น่ามีอันตราย หรืออาจปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมก่อนมีเพศสัมพันธ์


แม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่าลืมใส่ใจหัวใจคุณด้วยนะคะ และถ้าอยากรู้ว่าคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลันมากแค่ไหน ลองมาทำแบบทดสอบนี้ ดูก็ได้ค่ะ
ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์
เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รายชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านดีที่สุด ในเมืองไทย..เผื่อวันหนึ่งจะมีประโยชน์‏

รายชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านดีที่สุด ในเมืองไทย..เผื่อวันหนึ่งจะมีประโยชน์

ประสาททางยา 1. ศ.น.พ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (รามา) 2. ศ.น.พ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ (ศิริราช) 3. ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (จุฬา) 4. น.พ.ยรรยงค์ ทองเจริญ (กรุงเทพฯ)

ทางเดินอาหาร 1. ศ.น.พ.สุขา คุระทอง (รามา) 2. ร.ศ.น.พ.พินิจ กุลลวณิชย์ (จุฬา) 3. ศ.น.พ.สั จจพันธ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา (จุฬา) 4. น.พ. เกรียงไกร อัครวงศ์ (สมิติเวช)

เด็ก 1. น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา (รามา) 2. พ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา (ศิริราช) 3. พ.ญ.จาดศรี ประจวบเหมาะ (กรุงเทพฯ) 4. น.พ.วิโรจน์ สืบหลิววงศ์ (จุฬา)

ผ่าตัดทั่วไป 1. น.พ.เพรา นิวาตวงศ์ ( พร้อมมิตร) 2. น.พ.เอาชัย กาญจนพิทักษ์ (รามา) 3. น.พ.กฤษณ์ จาฏมระ (จุฬา) 4. น.พ.ณรงค์ เลิศอักรมณี (ศิริราช)

สูติกรรม 1. ศ.น.พ.สมหมาย ถุงสุวรรณ์ (ศิริราช) 2. น.พ.ประมวล วีรุตเสน (จุฬา) 3. น.พ.ไพจิ ตร เจริญขวัญ (ราชวิถี) 4. น.พ.กำแหง จาตุรจินดา (รามา)

ผิวหนัง 1. พ.ญ.ปรียา กุลลวณิชย์ (แจ่มจันทร์) 2. พ.อ.น.พ.กฤษฎา ดวงอุไร (พระมงกุฏ) 3. พ.ญ.เพ็ญวดี ทิมพัฒนพงษ์ (รามา) 4. พ.ญ. พิมลวรรณ กฤติกรังสรรค์ (สถาบันโรคผิวหนัง)

หู คอ จมูก 1. น.พ.ประพจน์ คล่องสู้ศึก(วิชัยยุทธ) 2. น.พ.ศัลยเวช เลขะณุก (สหการแพทย์) 3. น.พ.คณิต มันตาภรณ์ (รามา) 4. น.พ.ประธาน สูตะบุตร (กรุงเทพฯ) 5. พ.ญ.สุจิตรา ประสานสุข (ศิริราช)
ตา 1. น.พ.ธนัญชัย อติแพทย์ (รามา) 2. น.พ.สมอรรถ พัฒนกำจร (มงกุฎ) 3. น.พ.ประจักษ์ ประจักชเวช (จุฬา) 4. พ.ญ.โสมสราญ วัฒนโชติ (กรุงเทพฯ)

หัวใจและหลอดเลือด 1. น.พ.ศุภชัย ไชธีรพันธุ์ (ศิริราช) 2. พ.ญ.พึ่งใจ งามอุโฆษ (จุฬา) 3. น.พ.นิธิ มหานน (ศิริราช)

ไต 1. น.พ.วิศิษฐ์ สิตปรีชา (จุฬา) 2. น.พ.สง่า นิลวรางกุล (ศิริราช) 3. พ.ญ.อุ ษณา ลุวีระ (พระมงกุฎ) 4. น.พ.สุ ชาติ อินทรประสิทธิ์ (รามา)

ปอด 1. น.พ.ยศวี สุขมาลจันทร์ (กรุงเทพฯ) 2. น.พ.อรรถ นานา (ศิริราช) 3. น.พ.ประกิจ วาทีสาถกิจ (รามา) 4. น.พ.ประสิทธิ์ กีรติกานน (สมิติเวช)

กระดูก 1. น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ (ศิริราช) 2. น.พ.ไพศาล จันทรพิทักษ์ (ภูมิพล) 3. น.พ.ชายธวัช งามอุโฆษ (จุฬา) 4. พลตรีสุปรียา โมคขเวช (พระมงกุฏ)

-----------------------------------------------------------

ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์
เห็นว่าน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป