แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ทะเลาะอย่างไรไม่ให้แตกหัก





ช่วย ไม่ได้นี่นา บางครั้งก็โมโหจนอยากกรี๊ดให้บ้านกระเจิง เก็บกดอัดไว้ในอกเพราะต้องการรักษาน้ำใจอีกฝ่ายมาก็มาก คราวนี้ทนไม่ไหวจริงๆ ขอเปิดศึกสักตั้ง แต่เพื่อไม่ให้ถึงขั้นแตกหัก ควรดำเนินการอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ความสัมพันธ์ยืนยาวต่อไป

เคารพซึ่งกันและกัน
ขั้น แรกของการราวีกันอย่างได้ผลคือ ต้องทะเลาะแบบให้เกียรติกัน ไม่ใช่ขุดโคตรเหง้าวงศ์ตระกูลสาวไส้กันถึงบรรพบุรุษเจ็ดชั่วโคตร หลีกเลี่ยงการดูถูกดูแคลน การดุด่าว่ากล่าวตำหนิติเตียน หรือการทำให้อีกฝ่ายอับอายขายหน้าประชาชี เพราะการฟาดฟันกันตัวต่อตัวแบบนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายย่อยยับ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และห่างไกลจากคำว่าติเพื่อก่อหลายร้อยโยชน์

แทน ที่จะกล่าวประนามสาดเสียเทเสีย สู้หาเรื่องยกยอสรรเสริญเวลาเขาทำดีจะสวยกว่า เช่น เวลาเขามาสาย ทั้งที่เราอยากจิกกัดเขาให้สาแก่ใจ เราควรระงับอกระงับใจ แล้วเอ่ยชมอย่างปลาบปลื้มเวลาเขามาตรงเวลา กลเม็ดแบบนี้จะช่วยให้เขาชอบมาทันเวลาเพราะอยากได้คำชม แทนที่จะฝืนใจมาให้ทันเพราะกลัวถูกด่า

พูดให้ตรงจุดอย่าเลื่อนเปื้อนไปเรื่องอื่น
ตอน แรกก็พูดกันดีๆ ไปๆมาๆชักเครื่องร้อน เพราะเริ่มเอ่ยประโยคต้องห้ามอย่างเช่น “คุณไม่เคยอย่างโน้น…..อย่างนี้” ประโยคแบบนี้มีแต่พาให้บรรยากาศตึงเครียดเปล่าๆ เคล็ดลับมีง่ายๆ เหนือสิ่งอื่นใด ควรระลึกเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า อดีตก็ควรทิ้งไว้ในอดีต อย่าเอามามั่วกับปัจจุบัน ทันทีที่เริ่มเปิดศึกก็ควรจดจ่ออยู่แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าและเรื่องที่ ตั้งใจสะสางเท่านั้น ห้ามเผลอเจาะเวลาหาอดีตให้บรรยากาศลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ การถกกันหลายหัวข้อ รังแต่จะฉุดให้เราออกนอกลู่นอกทาง ไกลจากหนทางแก้ปัญหาจนกู่ไม่กลับ

ตั้งกฎ
การตั้งกฎหรือ ตั้งขอบเขตเป็นการดับไฟแต่ต้นลม ช่วยให้เรื่องราวไม่ลุกลาม บางคู่ตั้งกฎไว้น่ารัก อย่างเช่น ทุกครั้งที่ร่ำๆจะทะเลาะกันก็จะออกไปเดินเล่นด้วยกัน หรือใช้วิธีหลีกลี้หนีหน้ากันไปสักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วค่อยกลับมาเจอหน้ากันเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์ค่อยลดความระอุลงแล้ว ลองคิดหาวิธีดูก็แล้วกัน รักชอบแบบไหนเลือกดู ขอรับรองว่าเคล็ดลับนี้ไม่มีอันตรายใดๆทั้งสิ้น

ควบคุมความโกรธ
ต้อง ยอมรับว่า เราทุกคนมิใช่นางฟ้านางสวรรค์ หรือนางเอกละครบางช่องที่ไม่เค้ยไม่เคยแสดงอารมณ์โกรธ เอาแต่สะอื้นฮักๆ ร่ำไห้กระซิกๆ เราคือปุถุชนคนธรรมดาที่บางครั้งเผลอน็อตหลุด หมดความอดทนจนระเบิดอารมณ์เข้าใส่กัน หากศึกครั้งนี้เริ่มด้วยการตะเบ็งเสียงว้ากเข้าใส่กัน คงต้องท่องเอาไว้ในใจว่า ให้รีบปลีกวิเวกหามุมสงบ ก่อนที่จะเผลอพูดสิ่งที่ทำให้เสียใจในภายหลัง แล้วค่อยกลับมาเจอหน้ากันใหม่ โปรดจำเอาไว้ว่า สิ่งที่ตามมาหลังเสียงกรี๊ดคือตัวการสร้างความเจ็บช้ำให้ทุกฝ่าย

9 เทคนิครู้ทันจอมโกหก





ผู้ชาย ของคุณบางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่า ท่าทางหรือกิริยาบางอย่างของเขากำลังเผยพิรุธให้สาว ๆ ขับโกหกได้มากเพียงใด เพราะบางครั้งสาว ๆ เองก็ไม่ทันได้สังเกต

ดังนั้นวันนี้มี 9 เทคนิคง่าย ๆ มาฝากสำหรับการจับสังเกตอาการโกหกของผู้ชายของคุณมาฝาก

ข้อที่ 1 สังเกตที่ขาของเขาดี ๆ ยางทีอาจมีความลับอะไรซ่อนอยู่

ดูให้ดีว่า ระหว่างที่คุณกัน หาก หนุ่ม ๆ ของคุณนำขาไปไขว้ไว้ด้านหลังหรือรอบ ๆ เก้าอี้ที่นั่งอยู่ นั่นแสดงว่าหนุ่ม ๆ ของคุณกำลังตั้งใจหรือมีวัตถุประสงค์จะเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ โดยเฉพาะความจริง

ข้อที่ 2 การนิ่งเงียบ

เมื่อ ไหร่ก็ตามที่คุณถามคำถามที่แสนจะธรรมดา หรือถามอะไรตรง ๆ บางอย่างกับเขา เช่น "เมื่อคืนคุณไปไหนมา" หรือ "คุณกำลังโกหกอะไรฉันอยู่" ถ้าเขาเลือกที่จะเงียบหรือเลือกที่จะทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งก่อนตอบ นั่นแสดงว่าเขากำลังมีสิ่งผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น

ข้อที่ 3 นิ้วหันแม่มือ หรือนิ้วโป้งจอมทรยศ


ถ้าเขายืนอยู่ในท่าที่เอาฝ่ามือซุกกระเป๋าแล้วหล่ะก็ ให้คุณสังเกตก่อนเลยว่า นิ้วหัวแม่มือของเขาอยู่ด้านในหรือด้านนอกกระเป๋า ถ้าอยู่ด้านใน นั่นแสดงว่าเขากำลังรู้สึกตะหนกกับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วหล่ะว่าจะตีความว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

ข้อ 4 เขาไม่สามารถโกหกได้หากต้องลำดับเหตุการณ์แบบย้อนหลัง

ถ้าคุณรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับคนที่เล่าเรื่องให้คุณฟังแบบมีท่าทีน่าสงสัย ให้คุณพยายามถามคำถามกดดันเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นแบบไม่เรียบลำดับเหตุการณ์ หรือสับไปสับมาจากหน้าไปหลัง เพราะสำหรับคนที่พูดโกหกนั้นจะสามารถเล่าเรื่องตามลำดับ a b c d ได้เป็นอย่างดีไม่ติดขัด แต่ถ้าให้โกหกแบบ d c b a คงเป็นไปไม่ได้เลย




ข้อ 5 อาการยักไหล่

ถ้า หนุ่ม ๆ กำลังพูดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดูหนักแน่น จริงจัง เช่น “ผมอยู่กับเพื่อนของผมเมื่อคืนนี้” พร้อมกับยักไหล่ไม่ว่าจะข้างนึงหรือสองข้าง แล้วมองไปทางอื่น กิริยาท่าทางแบบนี้เป็นการบ่งบอกว่าเขารู้สึกไม่รับรู้หรือให้คำมั่นกับสิ่ง ที่พูดไป

ข้อ 6 คำว่า “แต่” เกิดขึ้นมากมายระหว่างการสนทนาของเรา


ลองดูประโยคเหล่านี้ “ผมรู้ว่าคุณคงคิดว่าเป็นเรื่องแปลก แต่...” หรือ “คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าจะเกิดสิ่งนี้ แต่...” ขอให้รู้ว่าคำพูดใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นการโกหกคำโต

ข้อ 7 ลิ้นไม่สามารถอำพรางคำโกหก

ถ้า คุณถามคำถามบางข้อกับใครบางคน แล้วทันใดนั้นเขาก็ตวัดลิ้น หรือเลียริมฝีปากก่อนตอบ นั่นแสดงว่าเขากำลังพยายามหาทางหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนั้น

ข้อ 8 เขาพยายามจ้องตาคุณ
มากจนผิดสังเกต

บาง ครั้งคนโกหกก็มักจงใจที่จะจ้องตาคุณในระหว่างตอบคำถามเพื่อแสดงถึงความจริง ใจและความบริสุทธิ์ใจในการตอบคำถาม ดังนั้น คุณต้องพยายามพิสูจน์และหาให้ได้ว่าเขาไม่ได้โกหก

ข้อ 9 การใช้มืออำพราง


ส่วนใหญ่คนที่โกหกมักไม่ต้องการให้คุณตรวจพบความผิดปกติในตัวเขาได้ชัดเจน ดังนั้นเขาจะใช้วิธีเอามือมาปกปิดใบหน้า เช่น จับจมูก ขยี้ตา หรือจับคาง ทั้งนี้เพื่อต้องการบิดเบือนคำพูดที่ออกมาปากของเขา

ความลับ - ความรัก

ความลับ... ได้ยินว่ามักเป็นสีดำ
ความรัก... จำได้ว่าเป็นสีชมพู

ความลับ... ต้องกระซิบข้างข้างหู
ความรัก... อาจรับรู้ได้ด้วยหัวใจ

ความลับ... ต้องมีการวางแผน
ความรัก... จะกี่หมื่นแสนก็ยังยิ่งใหญ่

ความลับ... ถ้าบอกจะไม่ลับอีกต่อไป
ความรัก... ได้ฟังเมื่อไหร่ก็ยังคงงดงาม

ความลับ... ฟังแล้วอาจสงสัย
ความรัก... มักไม่ต้องมีคำถาม

ความลับ... ต้องเก็บให้ดีคือคำนิยาม
ความรัก... อาจไม่ต้องให้คำจำกัดความมาปะปน

ความลับ... จะไม่บอกให้ใครรู้
ความรัก... อยากให้ได้ฟังอยู่...ก็สุขล้น

ความลับ... เข้าไปมากจะวกวน
ความรัก... แค่อยู่ในใจใครสักคน...ก็เพียงพอ


2 คำที่มีความหมาย..

หนึ่งคำ.....มาจากความรู้สึกทั้งหมดที่มี...
อีกหนึ่งคำ....มาจากความรู้สึกผิดในสิ่งที่ทำ...

"รัก"
คำนี้จะมากด้วยความหมาย...
...ถ้าออกมาจาก"หัวใจ"จริง-จริง
เอ่ยคำ-คำนี้ ให้คนของใจ มากแค่ไหนกัน?
บางคนเก็บไว้.....ทั้ง-ทั้ง ที่อีกฝ่ายต้องการที่จะได้ยิน...
บางคนบอกบ่อยเกินไป....จนอีกฝ่ายรู้สึกว่าง่ายเกินไป...

บอกรักแค่ไหนกัน ถึงจะพอดี...
คิดว่า.....คงต้องดู"คนของใจ"เป็นสำคัญ
ความใส่ใจในตัวเขาทั้งการกระทำและความรู้สึก...
....จะทำให้เรารู้จักเขาเป็นอย่างดี
และก็จะรู้ว่าเราควรจะบอกรักได้บ่อยมากแค่ไหน

บางทีความใส่ใจเล็ก-เล็ก...น้อย-น้อย
....ที่หลาย-หลายคนมองข้ามไป.....
อาจกลายเป็นส่วนหนึ่ง...ที่ทำให้เขาประทับใจในตัวเรา
...แบบไม่มีวันลืมก็ได้.....


"ขอโทษ"
คำนี้เป็นคำที่สามารถสานสายสัมพันธ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์...
ไม่เข้าใจกัน..........ขอโทษเพื่อปรับความเข้าใจกัน
เข้าใจผิดกัน.........ขอโทษพร้อมคำอธิบาย
แต่เช่นกันกับคำว่ารัก....
ถ้าออกมาจาก"หัวใจ" จริง-จริง...
ถ้าไม่บอกบ่อยครั้ง....จนเกินความพอดี...
ถ้าไม่เคยเอ่ยออกมาเลย.....เพราะทิฐิที่มี....

ฉันรู้แต่ว่า.....ถ้าฉันทำให้เขาโกรธ...
ฉันจะขอโทษ.....และอธิบายให้เข้าใจ
ฉันจะพูดเพื่อความเข้าใจกัน....
ฉันจะพูดเพื่อความรักของเรา....

กว่าเราจะคบกันมาได้นานและรักกันได้อย่างนี้....
ถ้าต้องจบลงเพราะเรื่องเดิม-เดิม แต่ละเลยที่จะปรับความเข้าใจกัน....
คงต้องถามตัวเองแล้วว่า.....
นี่เราไม่ได้รักเขาเหรอ.....
นี่เราไม่ได้ใส่ใจความรักของเราเหรอ....
เพียงแต่พูดคำว่า"ขอโทษ"พร้อมกับ"คำอธิบาย"....ไม่กี่ประโยค
ทำไม่ได้เหรอไง...

ความผิดที่ดูว่ามากมาย.....และเราก็รู้สึกผิดมากเช่นกันนั้น
บางครั้งก็สามารถแก้ได้ด้วยคำว่า"ขอโทษ"เพียงคำเดียว....

ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วว่าจะใช้คำว่า"รัก..." และ "ขอโทษ...."
ให้มากค่าแค่ไหน.........ระหว่างใจ 2 ใจ....
ให้บ่อยครั้งมากแค่ไหน....ในช่วงเวลาที่คบกัน
แต่เชื่อเถอะว่า.....คำ 2 คำ นี้....
ให้ผลทางบวกระหว่างคน 2 คน ได้เป็นอย่างดี....

ข้อดีของความทุกข์

1.ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
2.ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข
3.ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
4.ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ(ทำเพื่อให้หายทุกข์ )
5.ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น
6.ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น
7.ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น
8.ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น
9.ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
10.ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา
11.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา
12.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา
13.ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน
14.ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน
15.ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง
16.ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น
17.ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
18.ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์


ลดลงแต่กลับได้มากขึ้น

หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณอาจได้บางสิ่งกลับมามากขึ้น

~* ลดลงแต่กลับได้มากขึ้น *~
หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณอาจได้บางสิ่งกลับมามากขึ้น

- ลดความโกรธให้น้อยลง ผมได้สติกลับมามากขึ้น
- ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ผมได้เงินเก็บมากขึ้น
- ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง ผมได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น
- ลดการพูดให้น้อยลง ผมทำหลายอย่างได้มากขึ้น
- คิดถึงคนที่ผมรักให้น้อยลง ผมเข้าใจคนที่ผมรักได้มากขึ้น
- รักตัวเองให้น้อยลง คนอื่นรักผมมากขึ้น
- พูดให้ร้ายคนอื่นน้อยลง มีคนพูดถึงผมในแง่ดีมากขึ้น
- แสดงความฉลาดให้น้อยลง ผมได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น
- ออกนอกบ้านให้น้อยลง ผมได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น
- นอนให้น้อยลง ผมทำหลายอย่างได้มากขึ้น
- คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง ผมยิ้มได้มากขึ้น
- ลดความอายให้น้อยลง ผมได้ความกล้ามากขึ้น
- ดูละครน้อยลง ผมอ่านหนังสือได้มากขึ้น
- ผมวิ่งให้ช้าลง ผมมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น
- เชื่อให้น้อยลง ผมมองเห็นอะไรได้มากขึ้น
- ลดทิฐิให้น้อยลง ผมรู้จักอภัยมากขึ้น
- กระโดดให้น้อยลง ผมเดินได้มั่นคงมากขึ้น
- กินให้น้อยลง ผมอิ่มได้มากขึ้น
- ก้มหน้าให้น้อยลง ผมมองเห็นได้ไกลขึ้น
- พักเหนื่อยให้น้อยลง ผมรู้จักความสบายมากขึ้น
- เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น
- แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตผมเบามากขึ้น
- ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง ผมโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
- ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง ผมได้รับการเอ็นดูมากขึ้น
- เป่าลมออกให้น้อยลง ผมสูดลมเข้าได้มากขึ้น
- แอบฟังให้น้อยลง ผมได้ยินอะไรมากขึ้น
- ผมคิดคำถามให้น้อยลง ผมเห็นคำตอบมากขึ้น

. . . . . . . . . แล้วคุณลดอะไรบ้างแล้วละ . . . . . . . . .



ทำไมหมื่นตา ถึงมีตาเดียว


เมื่อสิ้นหวัง


หมื่นตามีตาเดียว

ขอขอบคุณเรื่องและภาพวาดโดย กะก๋า ศิษย์เจ้าแม่ตะเพียนทองคะนองเดช
เรื่องและภาพโดย ก๋าศักดิ์ ศิษย์ครูคะนอง


หลายครั้งที่เราได้อ่านและนำเสนอบทความ ข้อคิดดีๆ จากหมื่นตา แต่ก็แอบสงสัยว่าเหตุใดหมื่นตาจึงมีตาเพียงตาเดียว แล้วทำไมจึงตั้งชื่อว่า "หมื่นตา" วันนี้ หมื่นตา ได้ไขข้อข้องใจนั้นว่าเป็นเพราะดวงตาหนึ่งเดียวที่มีนั้นมิได้ต้องการสื่อ แทนดวงตาถึงหมื่นที่รู้เยอะ เห็นเยอะ รับข่าวสารเยอะ หรือประจักษ์เรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่าคนอื่น...

หากแต่ดวงตาหนึ่งเดียวของหมื่นตานั้น...มีไว้เพียงเพื่อย้อนดูตัวเอง และย้ำให้เรารู้ว่าไม่ว่าจะรับรู้สิ่งใด มากมายขนาดไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เรารู้จักตัวของเราเอง


หมื่นตา

หมื่นตา

หมื่นตา

หมื่นตา

หมื่นตา

หมื่นตา

หมื่นตา

วิธีแก้...... งอน

เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรง
ติดต่ออย่างรวดเร็วขยายตัวเป็นวงกว้างในแนวราบ
ยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษา
และไม่พบหลักฐานที่แน่นอน ว่าผู้ใดนำเชื้อมาปล่อย

ผู้ป่วยมีอาการหน้างอ และบางรายที่อาหารหนัก
จะมีอาการหน้าดำแทรกซ้อนด้วย
หูแข็ง ฟังอะไร ขัดหูขัดใจไปหมด
ตาขวาง น้ำลายไหลเล็กน้อยพองาม
โรคนี้ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูง มือไม้สั่น
ผู้ป่วยที่อาการหนัก อาจถึงขั้นชักดิ้นชักงอ



@ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น @

ควรสังเกตอาการผู้ป่วย ว่างอนอยู่ในระดับไหน
ถ้างอนน้อยๆ ให้รีบง้อ
ผู้พบเห็นทั่วไปควรเอาใจใส่ต่อผู้ที่ติดเชื้อในระยะเริ่มแรก
จะทำให้อาการไม่ลุกลาม และสามารถรักษาหายได้

สำหรับผู้ป่วยที่อาการหนัก
ผู้ง้อควรได้รับการฝึกสอน และเป็นผู้ชำนาญการง้อเป็นพิเศษ
เพราะผู้ป่วยจิตใจอ่อนแอ เปราะบางแตกหักง่าย
ต้องการความเอาใจใส่

หลังได้รับการรักษา ผู้ป่วยที่หายแล้ว
ยังสามารถอาการกำเริบได้ทุกเวลา
ผู้ใกล้ชิดต้องให้ความรัก และความเข้าใจ
หากความรักและความเข้าใจลดน้อยลงเมื่อไหร่
อาการงอนจะกำเริบ




* หมายเหตุ

พบมากในกลุ่มคนที่มีความสวย และความน่ารัก
สำหรับผู้ไม่สวย และไม่น่ารัก
จะเรียกอาการเดียวกันนี้ว่า น่าเบื่อ น่ารำคาญ
จะปล่อยไปตามยถากรรม
ไม่มีการปฐมพยาบาลใดๆ ทั้งสิ้น
จนกว่าอาการจะหาย หรือตายไปเอง...

10 วิธีเผาผลาญพลังงาน






ใน แต่ละวันถ้าคุณมีโอกาสได้ทำกิจกรรมต่างๆ บ้าง ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณได้ใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมจากอาหารที่ กินเข้าไปได้ แม้คุณจะไม่ได้ออกกำลังกายจริงจังอย่างการเล่นกีฬา แต่ก็ได้ขยับกล้ามเนื้อแขนขา แถมยังลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและกระดูกพรุนอีกต่างหาก วันนี้มีกิจกรรมง่ายๆ ที่คุณอาจมองข้ามมาแนะนำ ว่ากิจกรรมแบบไหนที่คุณน่าจะทำได้บ้าง

เดินคุยโทรศัพท์แทนที่จะนั่งเฉยๆ

สำหรับ คนที่ทำงานนั่งโต๊ะ ระหว่างโทรศัพท์ควรจะลุกจากที่นั่งที่คุณจุมปุ๊กมาทั้งวัน แม้ไม่ได้ใช้พลังงานมากนักแต่ก็ทำให้คุณได้ขยับแข้งขา เพิ่มการไหลเวียนของเลือด การเลือกโทรศัพท์ไร้สายมาใช้จะช่วยได้มาก

เดินไปส่งเอกสารด้วยตัวเอง

บาง ครั้งที่คุณต้องการส่งเอกสารไปแผนกอื่น หรือต้องเดินข้ามชั้นหากที่ทำงานมีขนาดใหญ่ แทนที่จะใช้คนอื่นคุณควรลุกขึ้นเดินไปส่งเอกสารเหล่านั้นด้วยตัวเอง นอกจากจะได้ออกแรงหรือขึ้นลงบันไดแล้ว ยังได้ของแถมเป็นโอกาสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเพื่อนร่วมงานอีกต่างหาก

หาเวลาว่างเดินช็อปปิ้ง

การ เดินตามห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัด ในช่วงวันหยุด ไม่เพียงเพลินตาสบายใจเท่านั้น ยังได้ออกกำลังกายแบบไม่รู้ตัว และถ้าได้เดินห้างตลอดบ่ายวันเสาร์เท่ากับคุณเดินไม่หยุดถึง 4-5 ชม.เลยทีเดียว จะให้ดีควรสวมเสื้อผ้าสบายๆ ใส่ถุงเท้ารองเท้ากีฬา จะช่วยให้เดินได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทาสีบ้าน

การทาสีบ้านจะผลาญพลังงานประมาณ 300 แคลอรี/ชม. แถมยังได้ออกกำลังแขนและลำตัวอีกต่างหาก

ออกกำลังกายขณะทำความสะอาดบ้านให้เอี่ยมอ่อง

หากคุณทำความสะอาดบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากบ้านจะน่าอยู่แล้ว ยังได้เผาผลาญพลังงานถึง 420 แคลอรี/ชม. อีกด้วย

ทำสวนตัดหญ้า

สำหรับ คนที่บ้านมีบริเวณ การทำสวน พรวนดิน ปลูกต้นไม้ จะใช้พลังงานถึง 360 แคลอรี/ชม. พอๆ กับการเล่นแบดมินตัน หากสนามกว้างหน่อยใช้รถตัดหญ้าก็จะช่วยผลาญพลังงานได้ถึง 420 แคลอรี/ชม. พอๆ กับเล่นเทนนิสเลยทีเดียว

เดินหาที่กินไกลออฟฟิศ

ช่วง พักกลางวันควรเดินไปหาของกินอร่อยๆ ไกลออฟฟิศอีกนิด อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณได้ใช้พลังงานจากอาหารที่กินเข้าไป ลดการสะสมไขมันได้บ้าง

ใช้ตะกร้าแทนรถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ต

หาก ต้องการซื้อของเพียงไม่กี่ชิ้น ควรใช้ตะกร้าแทนรถเข็น หรือถ้าถือได้ก็ถิอเอง เพื่อให้แขนได้ออกแรงยกของระหว่างเดิน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานเสมือนกับการเล่นเวท แต่อย่าลืมสลับข้างเพื่อให้แขนและไหล่ทั้ง 2 ข้างได้ออกแรงเท่าเทียมกัน

ขึ้นบันไดแทนขึ้นลิฟต์

การขึ้นบันไดแต่ละครั้งจะใช้พลังงานประมาณ 10 แคลอรี/ชั้น แล้วยังได้ออกกำลังขาอีกต่างหาก

ใช้รถประจำทางหรือรถไฟฟ้าแทนการขับรถ

เมื่อ ต้องเดินทาง หากเส้นทางที่จะไปอยู่ใกล้รถไฟฟ้า หรือมีรถประจำทางวิ่งผ่าน ให้จอดรถไว้แล้วใช้บริการขนส่งมวลชนดูบ้าง ไม่เพียงประหยัดน้ำมัน ยังได้ออกกำลังกาย แถมได้สัมผัสชีวิตริมทางอีกด้วย





วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวต (สำคัญที่ความหมาย)

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต
จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน
จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน
จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน
เมื่อกล่าวคำว่า "ฉันรักเธอ" จงหมายความตามนั้นจริง ๆ
เมื่อกล่าวคำว่า "ขอโทษ" จงสบตาเขาด้วย
ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน
จงเชื่อในรักแรกพบ
อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร
เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม
ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน
อย่าตัดสินคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา
จงพูดให้ช้า แต่ต้องคิดให้เร็ว
ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่า จะรู้ไปทำไม
จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก และความสำเร็จ ล้วนต้องมีการเสี่ยง
พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม
เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย
จงจำ 3 R :- นับถือผู้อื่น-Respect others นับถือตนเอง- Respect yourself รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำResponsibilities

จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที
จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา
จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง



ส่งต่อข้อความนี้ไป 4 คน ชีวิตของคุณจะดีขึ้น

5-9 คน ชีวิตคุณจะดีอย่างใจปรารถนา

9-14 คน คุณจะได้รับความประหลาดใจภายใน 3 สัปดาห์

15 คนขึ้นไปชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปทันทีและสิ่งที่คุณใฝ่ฝันจะก่อรูปก่อร่าง

ปรัชญา....มด (อ่านซักนิด)


ขยันๆกันนะพวกเรา


ปรัชญาที่ 1 มดไม่เคยละความพยายาม
หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น มันจะได้ขึ้นไต่ลงไต่ไปรอบๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ
ข้อคิด
จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่งที่หมายมาด

ปรัชญาที่ 2 มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน
มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่าคิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา
ข้อคิด
จงตะหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต

ปรัชญาที่ 3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว
ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันห์ มันจะเตือนตัวเองว่า "ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้"

เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้ง

และออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด


ข้อคิด
จงมองทุกสิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา
ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ
มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อนเพื่อเตรียมพร้อมฤดูหนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้
ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มกำลัง

สรุป

1)อย่ายอมแพ้
2)
มองไปข้างหน้า
3)
มองโลกในแง่ดี
4)
ทำเต็มความสามารถ

มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแก้ พรุ่งนี้ก็สายเกินไป

ความสุข อยู่ที่ใจ...ใช่อื่นใกล











ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่อยู่ที่ชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ


วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

คบเพื่อน อย่างไรดี








fwdmail

1. เพื่อนบ้าเพื่อนบอ
เพื่อนพวกนี้พร้อมจะแหกกฏเกณฑ์ อาจดูว่าเขาไม่
ค่อยแคร์อะไร และชอบที่จะเสี่ยงทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ
ตลอดเวลา แต่จำไว้เหอะ
งานเลี้ยงทุกงานจะสนุกได้ก็เพราะมีเจ้าพวกนี้แล่ะ
อีกอย่างเขาจะพา ให้เรามีชีวิตที่หวือหวาขึ้น
วันดีคืนดีก็จะมาหาเราตอนเที่ยงคืน
แล้วพาเราไปเที่ยว ไปก๊งเหล้า
ไป..... พวกนี้มาเพื่อเพิ่มสีสรรของชีวิตให้เรา

เวลาคุณประสบความสำเร็จ ...."โอ้ เจ๋งไปเลย เพื่อน
หยั่งงี้ต้องไปฉลองซะแล้ว"
เวลาคุณประสบความผิดหวัง..."แม่ง...
อย่างนี้ต้องออกไปหาอะไรดื่ม"

2. เพื่อนเงียบ เพื่อนพวกนนี้จะไม่คอยโทรหาคุณ
ไม่ต้องตัวติดกัน
แต่เวลา ไม่สบายใจทีไร
เราก็คิดถึงเค้าทุกที พวกนี้จะไม่ค่อยพูด
ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่แนะนำ แต่รับฟัง......
แต่เราสบายใจที่จะอยู่ใกล้เขา

ใครบางคนที่แม้ไม่ต้อง คุยอะไรกัน
เราก็ไม่รู้สึกว่ากระอักกระอ่วน
หรือกลายเป็นคนแปลกหน้าระหว่างกัน
เวลาคุณประสบความสำเร็จ...."อืม....."
เวลาคุณประสบความผิดหวัง..." เข้าใจแล้ว......"

3.เพื่อนร่วมอุดมการณ์
เพื่อนพวกนี้จะชอบอะไรบางอย่างเหมือนเรา
อาจจะเป็นงานอดิเรก เช่น สะสมแสตมป์ ( เชยไปเนาะ
ตอนนี้ต้องเป็นสะสมสติกกเกอร์ ก็ยังเชยอยู่ดี.. ว้า
เด็กเดี๋ยวนี้เขาสะสมอะไรกันนะ สงสัยจะสะสมแฟน )

พวกนี้เราคุยกันถูกคอ ไปด้วยกันได้
แต่ขออย่างเดียวเหอะ
อย่าริชอบคนคนเดียวกัน.....ไม่งั้น...
เวลาคุณประสบความสำเร็จ ...... "อืม

แต่อย่าลืมนะว่าวันศุกร์เราต้องไป....ด้วยกัน"
เวลาคุณประสบความผิดหวัง....." แย่จังนะ
แต่ว่าคงไป....กับเราได้นะ"


4. เพื่อนช่างเมาท์ ก็อย่างว่าความลับไม่มีในโลก
ไหน ๆ ก็ไม่มีทางปกปิดความลับได้แล้ว

มีเพื่อนช่างเมาท์ก็ไม่เสียหลาย เราจะได้อินไม่เอาท์
ใครรักใครเกลียดใคร ใครอกหัก ใครทะเลาะกัน รับรองรู้หมด

เวลาคุณประสบความสำเร็จ "ว้าว
อย่างนั้นต้องรีบโทรบอกคนอื่นแล้วล่ะ"
เวลาคุณประสบความผิดหวัง "อืม เราเข้าใจ "
(แต่ในใจเตรียมรายชื่อคนที่จะโทรเมาท์ไว้แล้ว)

5. เพื่อนต่างเพศ พูดง่าย ๆ ก็แฟนอ่ะนะ
ก็เป็นคนสำคัญที่ซู้ด
จะนิสัยยังไงก็ขึ้นอยู่กับว่า
แฟนใครนิสัยยังไง เวลาคุณประสบความสำเร็จ
"ผมรักคุณ"
เวลาคุณประสบความผิดหวัง
"ผมรักคุณ"

แล้ว รีบส่งเมลล์นี้ไปให้เพื่อนของคนอย่างน้อย
5 คน เพื่อให้เค้ารู้ว่า คุณ
ยังเป็นเพื่อนม่ายว่าประเภทใดประเภทหนึ่งของเค้า

ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์ เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

9 วิธีเป็นเพื่อนอันดับหนึ่ง






9 วิธีเป็นเพื่อนอันดับหนึ่ง


fwdmail

++++
อยากเป็นเพื่อนซี้ปึ้กแบบนี้ตลอดไป...
นี่เลยวิธีที่จะทำให้คุณเป็นเบอร์หนึ่งไม่เป็นสองรองใครในใจเพื่อน


++
1...อย่าลืมวันเกิดเพื่อนซี้เด็ดขาด(ถ้าไม่ซี้ลืมได้)
ทำอย่างไรก็ได้เพื่อกันลืม เช่น
วงกลมวันเกิดเพื่อนในปฏิทินเขียนติดไว้หน้ากระจก
หรือใช้วิธีไฮเทคด้วยการบันทึกไว้ในมือถือ เมื่อถึงวันเกิดเพื่อน
เจ้ามือถือก็จะส่งเสียงเตือนให้คุณรู้เอง


++
2...ซื่อสัตย์ต่อมิตรภาพ
อย่างทิ้งเพื่อนสุดซี้ของคุณให้เดียวดาย
แม้ว่าคุณอยากมีเพื่อนใหม่ที่เลิศเลอแค่ไหน เพราะคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า
เพื่อนใหม่จะนิสัยดีเหมือนเพื่อนซี้หน้าเดิม
หากอยากมีเพื่อนใหม่หรืออยากเข้ากลุ่มใหม่ ก็ดึงเพื่อนของคุณไปด้วยสิ


++
3...อย่านินทาเพื่อนทั้งต่อหน้าและลับหลัง
เพราะการกระทำแบบนี้ไม่เจ๋งสักนิด
และคุณเองนั่นแหละที่อาจโดนขับออกจากกลุ่ม


++
4...หากเพื่อนกำลังเศร้าพยายามทำให้เธอยิ้มได้
เช่น ปลอบใจ หรือจะกอดก็ไม่ว่าเพราะการสัมผัสทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นได้
ถ้ายังไม่ได้ผล คิดดูซิว่ากิจกรรมที่เพื่อนคุณชอบคืออะไร
แล้วชวนไปทำด้วยกัน


++
5...คงไม่มีใครชอบทะเลาะกับเพื่อน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้
คุณเองควรเป็นฝ่ายยุติเรื่องราว
ให้เหตุผลที่ดีกับเพื่อนว่า คุณต้องการอะไรและถามด้วยว่าเพื่อน
ไม่เข้าใจคุณตรงจุดไหนจะได้หาวิธีประนีประนอม


++
6...คุณต้องพร้อมให้การแนะนำอย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้คำพูดที่ไม่หักหาญน้ำใจ
หากเพื่อนคุณใส่เสื้อเขียวตัวพอง กางเกนขาบานสีแดง
ซึ่งดูเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากเล้าไก่ คุณคงไม่บอกเธอไปตรงๆแบบนั้น
อาจบอกเธอว่าเธอใส่เสื้อยืด กางเกนขายีนดูดีกว่าเยอะเลย


++
7...เชื่อใจเพื่อนซี้แสนดีของคุณเถอะ
ถ้าคุณไว้ใจเธอถึงขั้นบอกความลับของคุณกับเธอแล้ว
แน่ใจได้ว่าเธอจะเชื่อใจและพูดกับคุณได้ทุกเรื่องเช่นกัน


++
8...ถ้าเพื่อนคิดว่ากำลังเล่าเรื่องตลกที่สุดให้คุณฟัง แต่คุณไม่ขำ
ขอให้หัวเราะกับมุขฝืดๆนั้นหน่อย เพราะอย่างน้อยเพื่อนคุณก็ได้พยายามแล้ว


++
9...เรื่องบางเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟัง แล้วอยากให้คุณรู้เพียงคนเดียว
อย่าไปเล่าให้คนอื่นฟังเชียวนะ เพราะเขาอาจเห็นเป็นเรื่องสนุก นำไปเล่าต่อ
ทีนี้แหละ ใครต่อใครคงรู้เรื่องเพื่อนคุณกันหมด


ทำไงให้แฟนหายโกรธ?!?!

วัยรุ่นสมัยนี้การมีแฟนเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมีแบบเข้าใจ ถูกต้อง และไม่เกินความเหมาะสม

ว่าแต่ว่า ตอนนี้กำลังทะเลาะกับแฟนอยู่หรือเปล่า...?

ถ้า เพิ่งจะทะเลาะ แฟนกำลังเกิดอาการโกรธ หงุดหงิดคุณอยู่ละก็ ลองมาดูสิว่าความโกรธของแฟนคุณเนี่ยอยู่ระดับไหน และจะทำยังไงให้เค้าหายโกรธ เรื่องนี้ดูได้จากกรุ๊ปเลือดของเค้า

ถ้าแฟนคุณเป็นคนเลือดกรุ๊ป A คุณอาจจะต้องใช้เวลามากหน่อยกว่าเค้าจะหายโกรธ เพราะเค้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ปกติจะเป็นคนโกรธคนยาก จริงใจกับทุกคน แต่ถ้าลองใครทำให้โกรธล่ะเป็นเรื่อง ยิ่งเป็นคนที่เค้าไว้ใจแล้วมาหักหลังกัน อาจถึงขั้นไม่ร่วมทางกันเลยเชียว

เวลา ที่คนกรุ๊ป A โกรธอย่าพยายามยับยั้งเค้า หรืออย่าไปแก้ตัวแทนคนที่ทำให้เค้าโกรธ เพราะเค้าอาจพาลมาโกรธคุณด้วย พยายามเอาอกเอาใจเรื่องอื่น เวลาจะช่วยให้เค้าหายโกรธได้ แต่ถ้าจะให้ดีอย่าทำให้เค้าโกรธเลยเป็นดี

คนเลือดกรุ๊ป B จริง ๆ แล้วคนเลือดกรุ๊ปนี้จะอารมณ์ดี ออกจะเป็นคนโกรธง่าย แต่ก็ลืมง่ายด้วย เค้าจะโกรธใครได้ไม่นานนักหรอก สักพักเค้าก็ลืมแล้ว ยิ่งมีเรื่องหนุก ๆ มาเล่าให้ฟัง หรือมีอะไรมันส์...มันส์ให้เค้าทำก็ยิ่งดี

ถ้า คนเลือดกรุ๊ป B โกรธขึ้นมา ต้องพยายามอย่าไปใส่ใจมากนัก ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเป็นไม่สนใจเค้านะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเค้าอาจจะพาลโกรธมากขึ้น แค่อย่าไปพูดรื้อฟื้นทำให้เค้าลืม ๆ ไป ยิ่งลืมเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

คนเลือดกรุ๊ป AB เค้า จะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองสูง ถือดีเป็นที่สุด และไม่ชอบง้อใคร เวลาจะทำอะไรเค้าก็เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร แต่เหตุผลก็จะเข้าข้างตัวเองซะมาก

เค้าอาจจะทำให้คุณปวดหัวได้ หากทำให้เค้าโกรธ เพราะเค้าจะไม่ยอมฟังคำแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ก็บอกแล้วว่าเค้ามีเหตุผลที่ค่อนข้างเข้าข้างตัวเอง ถ้า เค้าโกรธก็ยอม ๆ เค้าหน่อย ยอมที่จะเอ่ยคำว่าขอโทษ คงไม่เสียศักดิ์ศรีของคุณเท่าไหร่หรอกมั้ง แค่เนี้ย.....เค้าก็จะหายโกรธแร้วววว..

สุดท้าย คนที่มีเลือดกรุ๊ป O ความโกรธของคนเลือดกรุ๊ป O รุนแรงราวกับพายุ เฮอริเคนก็ไม่ปาน เค้าจะน่ากลัวมากเมื่ออยู่ในอารมณ์โกรธ อย่าไปขวางเชียวอาจโดนลูกหลง เข้าได้ แต่เค้าเป็นคนมีเหตุผลมาก จึงเป็นเรื่อง ที่ยากหากจะทำให้เค้าอารมณ์ดี

อย่างที่บอกแล้วว่า ถ้าโกรธจะแรง มาก แต่ถ้าเค้ารู้สาเหตุข้อเท็จจริงที่ทำให้เค้าโกรธ อธิบายให้เค้าฟังอย่างมีเหตุผลเค้าก็จะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ประมาณว่าเหมือนไม่เคยโกรธกัน มาก่อน

รู้แล้วก็อย่าลืมหาวิธีเหมาะ ๆ ไปง้อแฟนให้หายโกรธซะล่ะ ทางที่ดีอย่าหาเรื่องให้โกรธกันจะดี ฝ่า..!!!.

ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์ เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

5 สิ่งทำลายสมอง





ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว




เครียด


ไม่มีใครอยากสมองกลวง ตีบ ตัน หรือสมองโดนทำลายจนร่างกายกลายเป็น "ผัก" เหี่ยวๆ บนเตียงคนไข้ แต่ตลอดชีวิตเราอาจจะไม่รู้ว่าพฤติกรรมหลายๆ อย่างของเรานั่นเองที่เป็นตัวทำลายประสิทธิภาพสมองทางอ้อม


คอลัมน์ "Health news" โดย "มินนี่" ในนิตยสาร "VOLUME" ฉบับเม.ย.นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสมองน่าสนใจ ลองอ่าน...


สมอง มนุษย์เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และกัมมันตภาพรังสี สิ่งเหล่านี้เสมือนไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างยิ่งต่อสมองทั้งความคิด อารมณ์ และความรู้สึก


โดยเฉพาะ 5 พฤติกรรมต่อไปนี้ จะทำลายสมองโดยไม่รู้ตัว


1. คิดในทางไม่ถูกต้อง คือ ทำผิดทำนองคลองธรรม ผิดจริยธรรม ผิดศีลธรรม หรือผิดกฎหมาย เช่น คดโกง ประจบประแจง เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น คอร์รัปชั่น การทำผิดประเพณีปฏิบัติของสังคม โดยที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองเรา


2. โกหกเป็นประจำ การโกหกทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี แต่คนโกหกประจำสมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการพยายามจำสิ่งที่โกหกเอาไว้ นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์ และทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง


3. เจ้าคิดเจ้าแค้น คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็น มงคล สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางไปบ้างเถอะ


4. ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยง จึงกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก อาจถึงขั้นขาดสติยั้งคิด ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตายได้


5. ไม่ยอมคิด ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก คนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น ฟังเผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจธรรมแห่งชีวิต แต่นั่นก็เป็นสาเหตุในการทำลายประสิทธิภาพของสมองอีกทางหนึ่ง หรือเรียกง่ายๆ ว่า "สมองฝ่อ" นั่นเอง


แม้จะไม่มีข้อมูลแพทย์อ้างอิง แต่ก็เป็นข้อคิดเตือนใจที่ดี

ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์ เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

10 นวัตกรรมออกแบบ แปลกใหม่-ไฮเทคแห่งปี"52

10 นวัตกรรมออกแบบ แปลกใหม่-ไฮเทคแห่งปี"52




ผล ตัดสินรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมนานาชาติ หรือรางวัล "IDEA" ประจำปี พ.ศ.2552 ได้ฤกษ์ประกาศรายชื่อผู้ชนะสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

รางวัล นี้สนับสนุนโดยนิตยสารธุรกิจชั้นนำ "บิสสิเนสวีก" และสมาคมนักออกแบบอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA) มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล กลุ่มบุคคล รวมถึงองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการออกแบบใหม่ๆ ซึ่งสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชากรทั่วโลก

สำหรับผู้ชนะที่น่าสนใจและมีความโดดเด่นในสาขาต่างๆ ประจำปี 2552 บางส่วนประกอบด้วยผลงานดังต่อไปนี้



1.คู่มือทำอาหารดิจิตอล (Teaser)

ผู้ออกแบบ : สก๊อต ชิม มหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ และคาลวิน เฉิน มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา
ที เซอร์ (Teaser) เป็นต้นแบบคู่มือปรุงอาหารยุคดิจิตอลที่นอกจากจะบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับสูตร อาหารต่างๆ เอาไว้ในหน่วยความจำแล้วก็ยังมีระบบ "ผลิตรสชาติ" ของเมนูที่ต้องการปรุงออกมาได้ด้วย!ภายในตัวเครื่องติดตั้ง "ตลับเก็บรสชาติ" เอาไว้ 18 ตัวอย่าง
สามารถสั่งให้เครื่องนำ มาผสมกัน พร้อมกับจัดพิมพ์ลงบนกระดาษตัวอย่างเพื่อให้ลองชิมดูว่าถูกใจหรือไม่ ถ้าถูกลิ้นก็ลงมือปรุงจริงๆ ได้เลย แต่ถ้าไม่โดนใจก็ประยุกต์สูตรได้ตามสะดวก



2.เครื่องสร้างอักษรเบรล (Haptic Reader)

ผู้ออกแบบ : เดวิด ลี และยูนา คิม มหาวิทยาลัยฮันดองโกลบอล และฮันซุก ลี มหาวิทยาลัยไคเมียง เกาหลีใต้
Haptic Reader ทำหน้าที่เป็นเครื่องสแกนตัวอักษรบนหน้าหนังสือ จากนั้นประมวลผลออกมาเป็นตัวอักษรเบรล ช่วยให้ผู้พิการทางสายตามีโอกาสเข้าถึงคลังความรู้ในโลกหนังสือมากขึ้น
วิธี การใช้งาน นำตัวเครื่องวางทับหน้าหนังสือที่ต้องการ เมื่อระบบสแกนเสร็จแล้ว พื้นผิวหน้าจอส่วนบน จะมีปุ่มนูนขึ้นมาแปรสภาพเป็นอักขระเบรล



นอกจากนั้น ยังมีระบบแปลงตัวอักษรที่สแกนเข้ามาเป็น "คำพูด" อีกด้วย



3.โน้ตบุ๊กเจาะกลุ่มผู้หญิง (Shell Laptop Concept)

ผู้ออกแบบ : จอช มารัสกา และแทน ทูลิส สหรัฐอเมริกา
ต้นแบบโน้ตบุ๊ก รุ่น "Shell Laptop" พัฒนาโดยทีมงานของบริษัทไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบอร์ 1 ของโลก
แนวคิดหลักต้องการทลายกรอบการออกแบบ โน้ตบุ๊กเดิมๆ
มุ่ง จับลูกค้ากลุ่ม "ผู้หญิง" ยุคใหม่ อายุระหว่าง 23-28 ปี นำวัสดุที่ดูแล้วมีความนุ่มนวล น่าสัมผัส เช่น ไม้และเซรามิกมาผสานเข้ากับลวดลายเรืองแสง มองแล้วน่าดึงดูดใจให้ใช้งาน



4.คอนแท็กต์เลนส์กันแดด (Contact Shades)

ผู้ออกแบบ : จิน ยองอุน, จุน เกียวลี, ยัง โฮลี สังกัดกลุ่มโคเรีย ดีไซน์ เมมเบอร์ชิพ ประเทศเกาหลีใต้
"แว่น ตากันแดด" มีมาตั้งหลายปี ล่าสุด กลุ่มนักออกแบบแดนโสมจึงคิดค้น "คอนแท็กต์เลนส์" ที่มีคุณสมบัติกันแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตขึ้นมาบ้าง
คอนแท็กต์เลนส์กันแดดที่ว่านี้มี 4 รุ่นด้วยกัน เหมาะกับสภาพอากาศ 4 ลักษณะ และมุ่งจับลูกค้ากลุ่มที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง



5.แผนที่หลากมุมมอง (Panamap)

ผู้ออกแบบ : เอียน ไวต์ บริษัท เออร์บัน แม็ปปิ้ง อิงก์ สหรัฐอเมริกา

แผนที่ มาตรฐานทั่วไปทุกวันนี้ถูกระบบบอกพิกัดผ่านดาวเทียม (จีพีเอส) รวมถึงโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนชนิดมีแผนที่ในตัวแย่งหน้าที่ไปเยอะ จนใกล้กลายเป็นของตกยุค
แต่บ.เออร์บัน แม็ปปิ้ง ยังคงศรัทธาในแผนที่ เพียงแต่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างแผนที่ไฮเทค รุ่น "Panamap" (พานาแม็ป)
เมื่อ กางและขยับเปลี่ยนมุมมองแผนที่แต่ละครั้ง จะมองเห็นข้อมูลอื่นปรากฏขึ้นมาสลับกันไป อาทิ ถนนหนทาง เส้นทางเดินรถระบบขนส่งมวลชน และแนะนำย่านสำคัญๆ ในแต่ละเมือง



6.เลนจักรยานส่วนตัว (Light Lane)

ผู้ออกแบบ : เอวาน แกนต์ จากสมาคมนักออกแบบอุตสาหกรรมแห่งอเมริกา และอเล็กซ์ ที จากบริษัท อัลติจูด อิงก์ สหรัฐอเมริกา
กระแส รณรงค์ให้คนในสังคมเมืองหันมาขี่จักรยานเพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมคนละ ไม้คนละมือไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร หนึ่งในสาเหตุหลักเพราะไม่มีการสร้าง "เลนจักรยาน" เอาไว้ให้ประชาชนขี่จักรยานด้วยความปลอดภัย
เมื่อหวังพึ่งทางการ ไม่ค่อยได้ คู่หูเอวาน กับอเล็กซ์ จึงออกแบบ "ไฟส่องเลนจักรยาน" ขนาดพกพาสำหรับติดท้ายจักรยาน คอยทำหน้าที่ยิงลำแสงเลเซอร์ออกไปเป็นรูป "เลนจักรยาน" เพื่อขอทางปั่นจักรยานและเตือนให้รถยนต์ที่ขับตามมาข้างหลังได้มองเห็นชัดๆ โดยเฉพาะยามค่ำคืน



7.โคมไฟรีไซเคิล (The Energy Seed)

ผู้ออกแบบ : ปาร์ก ซังวู มหาวิทยาลัยกุ๊กมิน และคิม ซุนฮี มหาวิทยาลัยชุนอา เกาหลีใต้
เป้า หมายการประดิษฐ์โคมไฟรูปร่างเลียนแบบ "ดอกไม้" แสนสวยงามชิ้นนี้ เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักถึงพิษภัยของการทิ้ง "ขยะพิษอิเล็กทรอนิกส์" ไม่เป็นที่เป็นทาง เช่น ถ่านและแบตเตอรี่ ซึ่งนับวันยิ่งส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง
การใช้งานโคมไฟ "Energy Seed" ต้องทิ้งถ่านหรือแบตเตอรี่เก่าลงไปในช่องที่จัดเตรียมไว้ให้ ขั้นต่อไประบบจะ "รีด" พลังงานที่ยังพอตกค้างอยู่ในแบตเตอรี่ออกมาใช้จนหมดเกลี้ยง
เมื่อ ทิ้งแบตเตอรี่เก่าๆ ลงไปมากเท่าไหร่ หลอดไฟแอลอีดีในดอกไม้จะสว่างจ้ามากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราค่อยๆ ปลูกประคบประหงมเมล็ดพันธุ์พืชจนเติบใหญ่



8."เมาส์"สุดจ๊าบ (Arc Notebook Mouse)
ผู้ ออกแบบ : นักออกแบบผลิตภัณฑ์ไอทีประจำบริษัทวัน แอนด์ โค, ไมโครซอฟท์ และแคดเบส โซลูชั่น สหรัฐอเมริกาใครเห็นรูปโฉมเมาส์คอมพิวเตอร์ "Arc Notebook Mouse" รุ่นนี้ของบริษัทไมโครซอฟท์คงต้องยอมรับว่าจ๊าบจริงๆ ได้รับการออกแบบให้ใช้กับโน้ตบุ๊กโดยเฉพาะ รูปทรงโค้งมน หยิบจับใช้งานคล่องตัว
มีขนาดเล็กกว่าเมาส์ทั่วไปของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะราวกึ่งหนึ่ง แต่สามารถกางออกมาให้กลายเป็นเมาส์ขนาดใหญ่ได้ด้วย



9.ชุดตรวจเชื้อเอดส์ที่บ้าน (Project Masiluleke Home HIV Test Kit)

ผู้ออกแบบ : บริษัท ฟร็อกดีไซน์ สหรัฐอเมริกา
ชุด ตรวจผลเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในภาพนี้ แจกจ่ายฟรีอยู่ในประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงการลดการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ในพื้นที่ชนบทห่าง ไกลของแอฟริกาใต้
เมื่อรับชุดดังกล่าวไปแล้ว นำไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ด้วยตนเอง โดยใช้ "น้ำลาย" เป็นตัวตรวจหาเชื้อ ภายในกล่องเขียนคำอธิบายวิธีใช้งาน ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นของคนแอฟริกัน



10.เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบก (ICON A5)
ผู้ ออกแบบ : นักวิจัยสังกัดบริษัท ไอคอน แอร์คราฟต์, กลุ่มนิสสัน ดีไซน์ อเมริกา, บริษัท ทรอย ลี ดีไซน์ และวิทยาลัยศิลปะการออกแบบ สหรัฐอเมริกา
เครื่อง บินส่วนบุคคลหน้าตาล้ำยุคและดุดันเอาเรื่อง รุ่น "ICON A5" ใช้เล่นได้ทั้งบนอากาศและเหนือผิวน้ำ ปีกพับเก็บได้ ช่วยให้การเคลื่อนย้ายตัวเครื่องไปยังสถานที่ต่างๆ ทำได้โดยง่าย พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่รักในกีฬาขับเครื่องบินเล็ก ซึ่งมีใบอนุญาตการบินถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อมูลจาก : เว็บไซต์ businessweek, new scientist
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์ เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป

7 ปัญหาหัวใจ





 โรคหัวใจ





หัวใจ อวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดช่วงชีวิตของเรา มีหลายคำถามเกี่ยวกับหัวใจที่ยังไม่รู้และคิดไม่ถึง จึงรวบรวม 7 คำถามน่ารู้เกี่ยวกับหัวใจพร้อมแบบทดสอบสุขภาพหัวใจมาฝากคุณ


1. โรคหัวใจแบ่งได้อีกหลายโรค ?


โรคหัวใจเป็นการเรียกรวมๆ ของ "กลุ่มอาการโรคหัวใจ" ซึ่งสมาคมแพทย์โรคหัวใจ ได้แยกเป็น 8 ประเภท ได้แก่


โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือหัวใจไม่สมบูรณ์ตั้งแต่เกิดโดยไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากมารดาติดเชื้อไวรัส ได้รับสารเคมี หรือยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เกิดได้กับทุกส่วนทั้งหลอดเลือดหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ ห้องหัวใจ และอาจแสดงอาการตั้งแต่เด็กๆ หรือแสดงอาการเมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็ได้


โรคลิ้นหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากติดเชื้อคออักเสบแล้วไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธีทำให้ลิ้นหัวใจ อักเสบจนหัวใจตีบหรือรั่วตามมา นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง


โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดจากหลายสาเหตุเช่นหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน การติดเชื้อไวรัส หรือความดันโลหิตสูง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการบีบ คลายตัว ขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย


โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหัวใจขาดเลือด จากการสะสมของไขมันทำให้ผนังหลอดเลือดตีบและตัน จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนได้


โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย เกิดจากการอักเสบเพราะติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อวัณโรค


โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกัน บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย หรือมีอาการใจสั่น หัวใจบีบตัวแรงในบางจังหวะ เหนื่อยทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร เพลีย หมดแรง อยากนอนตลอดเวลา หน้ามืด และอาจหมดสติหากหัวใจหยุดเต้นเกิน 3 วินาที


ติดเชื้อที่หัวใจ มักเกิดกับผู้ที่ภูมิต้านทานอ่อนแอหรือติดยาเสพติด หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV


มะเร็งที่หัวใจ มะเร็งจากอวัยวะใกล้เคียงทั้งมะเร็งปอด และมะเร็งเต้านมลุกลามมาสู่หัวใจ


2. อาหารอะไรบ้างเป็นศัตรูของหัวใจ?


อาหารหลายชนิดหากกินมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ


อาหารไขมันสูงหรือเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา หอยนางรม ไข่แดง และกะทิ

ขนมหวาน โดยเฉพาะที่อุดมด้วย น้ำตาล กะทิ คอเลสเทอรอล ไข่แดง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ตลอดจนขนมหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวสังขยา ลอดช่อง ปลากริมไข่เต่า เป็นต้น


อาหารฟาสต์ฟู้ด แม้มีผักบ้างแต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แต่มากไปด้วยแป้ง ไขมัน และรสเค็ม


อาหารรสเค็ม ไม่เหมาะกับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะทำให้เหนื่อยหอบ ตัวบวม หลีกเลี่ยงอาหารปรุงรสเค็มจัด ลดการใช้เครื่องปรุงรสลง เช่น กะปิ น้ำปลา เกลือ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ซอส น้ำมันหอย ซุปก้อนลง และงด


อาหารหมักดองอาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป กุ้งแห้ง ปลาเค็ม


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจโตจนอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ส่วนเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง ก็กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น


3. เบาหวานตัวการความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบจริงหรือ?


หลอด เลือดหัวใจตีบอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการสูบบุหรี่ เพศชาย พฤติกรรมการบริโภค พันธุกรรม แต่สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ โรคเบาหวาน เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลาทำให้ผนังหลอด เลือดเสื่อมเร็วขึ้น


มี ผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสหัวใจล้มเหลวสูงถึง 2 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น คอเลสเทอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการไหลเวียนโลหิตไม่ปกติ


4. แปรงฟันไม่สะอาดทำให้หัวใจติดเชื้อ ?


ช่อง ปากเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดทั้งที่มีประโยชน์และ ไม่มีประโยชน์ หากทำความสะอาดฟันไม่ดีอาจทำให้เชื้อบางชนิดหลุดเข้าสู่กระแสเลือด เข้าไปเกาะติดในบริเวณหัวใจและหลอดเลือดทำให้เกิดการติดเชื้อและทำให้มีไข้ เรื้อรัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหารได้ จึงควรแปรงฟันตอนเช้า ก่อนเข้านอน และใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันเป็นประจำทุกวัน และควรระวังไม่ให้ฟันผุ ไปพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อเช็คสภาพฟันและขูดหินปูน


5. แน่นหน้าอกไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคหัวใจเสมอไป ?


บาง ครั้งอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่คอ หลัง ไหล่ หรือแขน หายใจไม่เต็มปอด อาจเกิดจากความเครียด และโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ถุงน้ำดี แผลในกระเพาะอาหาร ก็เป็นได้ ลองสังเกตว่าเวลาปวดแน่นหน้าอกมีลักษณะอย่างไร เช่น ปวดทุกครั้งเวลาทำงานหนัก เดินเร็วๆ อ่อนเพลีย เหงื่อออก คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หากได้พัก 10 -15 นาทีจะหายไปหรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดหัวใจ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ค่ะ


6. ใครว่าเป็นโรคหัวใจออกกำลังกายไม่ได้ ?


เมื่อ รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ ช่วง 2 เดือนแรกควรให้หัวใจได้พักฟื้น ไม่ออกกำลังหักโหมเกินไป เน้นการออกกำลังที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง ไม่มีแรงต้าน เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ รำไทเก็ก ว่ายน้ำช้าๆ ช่วงที่รู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้วจึงออกกำลังมากขึ้น เร็วขึ้นได้


การ ออกกำลังที่พอเหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นให้เทียบกับการเดินขึ้นบันไดจาก ชั้นล่างถึงชั้น 2 หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องเบ่ง ยก หรือเกิดแรงต้านเพราะทำให้เกิดแรงอัดในเส้นเลือดย้อนกลับเข้าหัวใจ เกิดการตึงที่ผนังหัวใจ ทำให้หัวใจจ่ายเลือดยากขึ้น กระตุ้นให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือด


7. เป็นโรคหัวใจห้ามมีเซ็กซ์


แม้ การใช้แรงอย่างหักโหมหรือความตื่นเต้นขณะมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ปวดเค้นหัวใจ แต่การมีเพศสัมพันธ์ก็ช่วยคลายเครียด และเป็นวิธีออกกำลังกายที่ดีวิธีหนึ่ง ดังนั้นคนที่เดินขึ้นลงบันไดได้ 13 ขั้น โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ก็ไม่น่ามีอันตราย หรืออาจปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมก่อนมีเพศสัมพันธ์


แม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่าลืมใส่ใจหัวใจคุณด้วยนะคะ และถ้าอยากรู้ว่าคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลันมากแค่ไหน ลองมาทำแบบทดสอบนี้ ดูก็ได้ค่ะ
ขอขอบคุณบทความดีดี ที่ได้รับจากเมล์
เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อไป